gas [last update 10-10-06]
page 1 : 1 prev : next [อ่าน 5]

Clean Energy

“I believe that one day hydrogen and oxygen, which together form water, will be used either alone or together as an inexhaustible source of heat and light.” Jules Verne. The Mysterious Island, 1874

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าศตวรรษนี้เป็นจุดเริ่มต้นของพลังงานสะอาดโดยเฉพาะในโลกของรถยนต์ ถ้าจำกันได้เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ปตท.เป็นผู้นำในการที่ทำให้คนใช้รถได้รู้ว่าการพัฒนาการกลั่นน้ำมันเพื่อลดมลภาวะโดยการขจัดสารตะกั่วหรือการไม่เติมสารตะกั่วเพื่อสร้างค่าออกเทนนั้นทำได้ไม่ยาก และจากวันนั้นมาอากาศสะอาดมากขึ้นจากการปล่อยมลพิษจากไอเสียรถยนต์ในเครื่องยนต์เบนซินและตามมาด้วยการขจัดกำมะถันออกจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดีเซล และอีกไม่กี่วันข้างหน้าการใช้เอทานอลเข้ามาทดแทนสารเคมีที่เคยใช้ทดแทนสารตะกั่ว เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงจะใช้เอทานอลเป็นตัวสร้างค่าออกเทนแทน MTBE

ในยุโรปเป็นเรื่องสำคัญของผู้ผลิตรถที่จะต้องผลิตรถยนต์ที่มีไอเสียสะอาดมากขึ้น อย่างเช่นรถยนต์นั่งมีการใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงกันมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์ปัจจุบันสามารถที่จะเผาผลาญน้ำมันดีเซลให้ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามข้อกำหนด อย่างไรก็ตามข้อกำหนดที่เร่งรัดผู้ผลิตรถยนต์มากขึ้นการเลือกใช้เครื่องยนต์ที่ให้พลังงานที่สะอาดกว่าการใช้น้ำมันจากปิโตรเลียมก็ได้รับการพัฒนาตามมาหลายรูปแบบ เช่น รถไฮบริด รถฟิลเซลล์ (fuel cell) แม้ว่ารถไฮบริดจะทำให้โลกสะอาดขึ้นในระดับหนึ่ง แต่รถไฮบริดก็ยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันจากปิโตรเลียมส่วนหนึ่งที่นับวันจะมีราคาสูงขึ้นและมีให้ใช้น้อยลง รถฟิลเซลล์แม้ว่าจะมาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะผลิตกันในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง แต่ก็พบกับอุปสรรคขวากหนามทางเทคโนโลยีอีกมาก เช่น ปัญหาเรื่องแผ่นเซลล์ที่จะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งเมื่ออากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์ วัสดุที่จะใช้ทำแผ่นเซลล์มีราคาแพง เทคโนโลยีที่จะผลิตแผ่นเซลล์ที่บางกว่าเส้นผมกว้างยาวขนาดกระดาษเอ 4 ยังไม่พร้อมถึงขึ้นสูงสุด

การใช้พลังงานในรูปแบบอื่นก็เป็นเพียงพลังงานที่จะใช้ได้ชั่วคราวเท่านั้น เช่นพลังงานจากชีวภาพไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซลหรือแก๊สโซฮอล์และแม้แต่ก๊าซธรรมชาติ พลังงานเหล่านี้แม้จะมีอยู่มากมายแต่ก็มีอุปสรรคต่อการใช้งานที่ต้องขึ้นอยู่กับภูมิประเทศและภาวะทางเศรษฐกิจและที่สำคัญแม้จะเป็นพลังงานสะอาดแต่ก็ยังสะอาดไม่พอที่โลกในอนาคตต้องการ

ในประเทศเยอรมนี BMW ประกาศว่าในปี 2010 รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวสร้างพลังให้ตัวรถเคลื่อนที่ได้นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงหลายหมื่นคันที่จะวิ่งอยู่บนถนน และจากการค้นคว้าวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน BMW ประกาศว่าในปี 2020 รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนนั้นจำนวนหนึ่งในสี่ของรถยนต์ทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง

BMW ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ที่ Henry Cavendish ที่ค้นพบว่าไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบตัวหนึ่งของน้ำ ตั้งแต่ปี 1760 และ BMW ตามไปค้นพบว่า James Dewar คือผู้ที่ทำไฮโดรเจนเหลวได้ตั้งแต่ปี 1898

จากเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต BMW ซุ่มพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง และในปี 1979 รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเครื่องแรกในโลกที่ BMW เป็นผู้ผลิตก็ประสบผลสำเร็จนำออกมาวิ่งบนถนนโดยใช้เชื้อเพลิงได้ 2 แบบคือ น้ำมันเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมและไฮโดรเจน

ปี1988 BMW ประสบความสำเร็จกับเครื่องยนต์ 6 สูบ ที่ใช้ไฮโดรเจนเหลวสลับกับการใช้น้ำมันเบนซิน ในปี 1999 เป็นปีที่มีสถานีบริการก๊าซไฮโดรเจนเหลวเกิดขึ้นครั้งแรกในเยอรมนีพร้อมๆ กับเป็นปีที่ BMW 740hL เครื่องยนต์ความจุ 5.4 ลิตร 12 สูบ รูปวี ใช้ไฮโดรเจนเหลวสลับกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปกติออกวิ่งทดสอบ
ปี 2000 BMW 750hL จำนวน 15 คันออกวิ่งทดสอบด้วยพลังงานที่ได้จากไฮโดรเจน

ปี 2001 BMW 740hL วิ่งทดสอบข้ามทวีปโดยมีจุดเริ่มต้นที่ดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมๆกับเปิดตัวเพื่อการศึกษาในงานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์

ปี 2004 สถานีบริการหรือปั๊มไฮโดรเจนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดตัวที่เบอร์ลิน พร้อมๆกับที่ FIA ได้บันทึกไว้ว่ารถยนต์ของ BMW ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงวิ่งได้เร็วที่สุดในโลกด้วยตัวเลข 300.75 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากเครื่องยนต์วี 12 สูบ 282 แรงม้า

ครับนั่นเป็นเรื่องของการใช้พลังงานที่สะอาดไร้มลพิษอย่างสิ้นเชิงในอนาคตที่จะเป็นจริงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะที่บ้านเรายังเถียงกันไม่จบว่าจะปล่อยลอยตัวราคาก๊าซกันหรือไม่อย่างไร เรายังลงความเห็นกันไม่ได้ว่าระหว่าง NGV กับ LPG ควรจะสนับสนุนก๊าซตัวไหนให้นำมาใช้กับรถยนต์ และจนวันนี้ผู้ใช้รถยังไม่รู้ว่าแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลนั้นจะเอาที่ไหนเป็นแหล่งผลิต

ถ้าคำประกาศของ BMW เป็นจริงก็หมายความว่าอีก 15 ปี หนึ่งในสามของรถยนต์บนถนนจะเป็นรถยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง เวลา 15 ปีก็ยาวนานเพียงแค่โมเดลเชนจ์ของรถยุโรปเพียง 2 ครั้งเท่านั้นเอง คงบอกได้แต่เพียงว่า ผู้ใช้รถในบ้านเราเก็บเงินกันไว้ได้แล้วเพื่อที่จะมีรถพลังงานสะอาดมาใช้งาน


teentoa.com ขอขอบคุณ
บทความโดย นายประโยชน์
เรียบเรียง ตีนโต ดอทคอม


 

page 1 :1 prev : next


 
Copyright @ 2005 / Web Designed by : teentoa / Since : 24 April 2006
All Right Reserved, Contact us : teentoa@yahoo.com