แก๊สโซฮอล์
เรื่องแก๊สโซฮอล์นี้ผมขออธิบายย้อนหลังสักเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ เดิมทีในน้ำมันเบนซินทั่วไปมีสารตะกั่วผสมอยู่ด้วย จนกระทั่งโลกเราเกิดความกลัวสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เมื่อพบว่าสารตะกั่วที่ผสมในน้ำมันเบนซิน ไม่สามารถเผาผลาญได้หมด มีการลอยปะปนออกมากับไอเสีย แล้วตะกั่วที่ลอยปนออกมานั้นเป็นสารหนัก จึงลอยตกมาที่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อปนเปื้อนอยู่ในดินบ้างในน้ำบ้างหรือลอยคลุ้งในอากาศบ้าง พอคนเราสูดอากาศหายใจเอาตะกั่วเข้าไป หรือดื่มน้ำที่มีตะกั่วปนเปื้อน หรือกินพืชผักที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนเข้าไปด้วย ก็ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง เขาจึงเลิกใช้สารตะกั่วมาผสมในน้ำมันเบนซิน แล้วหันมาใช้สารที่เรียกกันว่า MTBE แทนสารตะกั่ว เป็นที่มาของน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่เราเคยรณรงค์กันมาก่อน และเกิดความกลัวกันว่าใช้น้ำมันไร้สารตะกั่วแล้ว บ่าวาล์วจะทรุดหรือไม่ เครื่องยนต์รุ่นไหนปีไหนบ้างที่ใช้งานได้
ต่อมาเมื่อมีการค้นพบว่า เจ้าสาร MTBE ก็เป็นสารปนเปื้อนต่อโลกเหมือนกัน จึงมีความพยายามคิดค้นหาสารอื่นๆ เข้ามาทดแทนกันใหม่ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ในประเทศไทยเกิดความคิดว่า เราต้องใช้เงินตราเพื่อนำไปซื้อน้ำมันมากเกินไป หากเราสามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันลงได้บ้าง หรือลดจำนวนเงินที่ใช้ในการซื้อน้ำมันลงไปได้บ้างก็จะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ
เราจึงหันมาใช้วิธีการหาสารผสมตัวอื่นแทนที่น้ำมัน หรือนำไปผสมน้ำมันเพื่อลดค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันลงบ้าง แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ หรือที่เรียกกันว่า เอทานอล จึงถูกยกขึ้นมาพูดถึงกัน เพราะสามารถผลิตขึ้นมาจากพืชที่มีความหวานหรือมีส่วนผสมที่เป็นแป้งมากๆ ได้ พืชดังกล่าวส่วนใหญ่ก็สามารถปลูกได้ในประเทศไทยเรา เช่น อ้อย, มันสำปะหลัง ฯลฯ เป็นต้น
ในระยะเริ่มต้นของการนำเอาน้ำมันผสมแอลกอฮอล์มาใช้งาน หลายคนสับสนกับคำเรียกว่า แก๊สโซฮอล์ เพราะคิดว่าเป็นแก๊สไม่ใช่น้ำมัน แต่คำว่าแก๊สโซฮอล์นั้นมาจากคำว่าแก๊สโซลีน หมายถึงน้ำมันเบนซินนั่นเอง เมื่อมาบวกกับแอลกอฮอล์จึงกลายเป็นแก๊สโซฮอล์ เพียงแต่นำเอาแอลกอฮอล์บริสุทธิ์หรือเอทานอลมาผสมลงไปแทนที่สาร MTBE มันจึงมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซินมาก
ที่บอกว่ามีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเบนซินมาก แทนที่จะบอกว่ามีคุณสมบัติเหมือนกันเพราะยังมีความแตกต่างทางกายภาพบ้างเล็กน้อย เช่น เป็นที่ทราบกันดีว่าแอลกอฮอล์นั้นมีความชื้นในตัวเองมากกว่าน้ำมันเบนซิน และมีการระเหยได้ง่ายกว่าเป็นต้น
ประเทศที่รถยนต์ใช้เอทานอลหรือแก๊สโซฮอล์มากที่สุดคือบราซิล รถยนต์ที่ผลิตในบราซิลเกือบทั้งหมดจึงมีการปรับระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ เช่นมีการใช้ถังน้ำมันเป็นวัสดุสังเคราะห์พวกไฟเบอร์เพื่อป้องกันการเกิดสนิม ท่อส่งน้ำมันต่างๆ ก็เปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เกิดสนิมยากด้วยเช่นกัน รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนท่อยาง และโอริงต่างๆ ที่ต้องสัมผัสกับเอทานอล ให้มีคุณสมบัติในด้านความคงทนต่อการฉีกขาดมากขึ้น
การที่ผู้ผลิตรถยนต์ในบราซิลทำเช่นนั้น จึงทำให้เกิดกระแสขึ้นมาว่ารถยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ปรกติจะไม่สามารถใช้เอทานอลได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ผลิตรถยนต์เหล่านั้น เพียงแค่เปลี่ยนชิ้นส่วนเพื่อเป็นการป้องกันตามทฤษฎีเท่านั้น ยังไม่เคยมีการรายงานถึงผลเสียจากการใช้งานจริงแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอทานอลในน้ำมันแก๊สโซฮอล์บ้านเรา มีอยู่เพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้นในปัจจุบัน ซึ่งในบางประเทศเรียกน้ำมันประเภทนี้ว่า E10 ซึ่งไม่เคยพบผลเสียต่อเครื่องยนต์และระบบส่งน้ำมันในการใช้งานจริงจากทั่วโลก
ดังนั้นหากคุณจะหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องยนต์เก่ามากน้อยขนาดไหนก็ตาม ขอเพียงเป็นเครื่องยนต์ในระบบหัวฉีด คุณสามารถเปลี่ยนมาใช้ได้ทุกเวลา
ไม่ต้องรอให้น้ำมันเดิมหมดถังก่อน เพียงแต่อยากจะเตือนว่า ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล์ ให้คุณตรวจดูอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเดิมก่อน และเมื่อเปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล์แล้ว ลองวัดอัตราการสิ้นเปลืองอีกครั้งหนึ่ง หากพบว่าประหยัดได้มากขึ้น ก็ใช้ได้อย่างสบายใจครับ
|