ประหยัดและปลอดภัย
ยุคน้ำมันแพง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือต้องช่วยตัวเอง เรียนรู้การใช้งานอย่างประหยัดทุกวิถีทาง ซึ่งในวันนี้เซฟตี้คอนเนอร์มีเทคนิคการขับประหยัด เผื่อว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง และนอกจากนี้แล้วการขับประหยัดยังจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้อีกด้วย
ประหยัดกับปลอดภัยเกี่ยวกันอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ผมนำรถมาทดสอบการใช้งานจริง เป็นรถ Toyota corolla 1.6 ปี 1992 เกียร์ธรรมดา เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ระยะทางที่ทำการทดสอบประมาณ 6,000 กิโลเมตร และขับขี่ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกขับแบบลากเกียร์ยาวๆ เร่งรอบสูงๆ เมื่อออกรถ พบว่าน้ำมัน 1 ถัง ได้ระยะทาง 450 กิโลเมตร จากนั้นเปลี่ยนมาขับแบบที่ 2 คือ พยายามเปลี่ยนเกียร์สูงที่รอบเครื่องยนต์ต่ำๆ ไม่เกิน 2,000 รอบ และมีเวลาให้ไม่เกิน 30 วินาที สำหรับการเปลี่ยนเพิ่มระดับเกียร์จาก 1-5 พบว่าน้ำมัน 1 ถัง ได้ระยะทาง 550 กิโลเมตร
เทคนิคการขับรถเกียร์ธรรมดาให้ประหยัดน้ำมัน ก็สามารถทำได้ตามวิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว คือให้มุ่งเน้นการแก้ไขที่พฤติกรรมแทนด้านเทคโนโลยี เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีเลิศขนาดไหน แต่พฤติกรรมคนไม่เปลี่ยนก็ยากยิ่งที่จะเกิดการประหยัด การพยายามเปลี่ยนเพิ่มระดับเกียร์จากเกียร์ต่ำไปหาเกียร์สูงภายในระยะเวลาที่สั้น และพยายามใช้เกียร์สูงกับรอบเครื่องต่ำๆ เท่าที่จะสามารถทำได้ตลอดระยะการเดินทางคือวิธีที่ประหยัด ความเร็วที่ใช้สำหรับการทดสอบก็ไม่เกิน 110 กม./ชม.และเป็นสภาพการใช้งานปกติ ชลบุรี-พัทยา-กรุงเทพ-สระบุรี
การประหยัดน้ำมัน เราไม่สนับสนุนให้ขับช้าๆ ลักษณะกีดขวางการจราจร และที่เราหลีกเลี่ยงคือการปล่อยให้รถไหลโดยการปลดเกียร์ว่าง การทดสอบกับรถคันดังกล่าว เป็นการทดสอบภายใต้สภาวะการใช้งานปกติ เป็นวิธีที่ผู้ใช้รถที่สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการขับประจำวันได้
ส่วนความปลอดภัยที่ว่าเพิ่มมากขึ้นนั้น ก็เพราะการขับเกียร์สูงและรอบเครื่องต่ำๆ ทำให้ไม่อยากจะเร่งแซงรถคันอื่นๆ เพราะในใจของเราทราบดีว่าวิธีหรือเทคนิคของการประหยัดน้ำมันคือรอบเครื่องยนต์ต่ำและเกียร์สูงๆ พอเป็นเช่นนี้สิ่งที่ตามมาคือการพยายามขับเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าและการคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนลดระดับเกียร์ การขับประหยัดในลักษณะที่กล่าวมา ต้องอาศัยการคาดการณ์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วเห็นป้ายบอกว่าเป็นบริเวณกลับรถ สิ่งที่เราทำคือการมองกระจกหลังแล้วปรับลดความเร็วลง เพราะเกรงว่าจะมีการกลับรถเกิดขึ้นที่บริเวณนั้นตามที่เราคาดการณ์
การปรับลดความเร็วไม่ใช้วิธีการเบรก แต่ใช้วิธียกปลายเท้าออกจากแป้นคันเร่ง ระยะทางสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องปรับลดระดับเกียร์ รอบเครื่องยนต์ยังมีกำลังอย่างเหลือเฟือเพื่อพยุงให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้โดยไม่สะดุดหรือกระตุกดับ พอถึงบริเวณกลับรถแล้วไม่มีรถกลับตามการคาดการณ์ ก็ปรับเพิ่มความเร็วตามสภาวะของกระแสการจราจร
ความสิ้นเปลืองน้ำมันของผู้ใช้รถ หากเพียง 1 คัน คงไม่เห็นผลกระทบมากเท่าใดนัก เพราะบางท่านใช้รถปีละไม่ถึง 2 หมื่นกิโลเมตร แต่ถ้ามองไปถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่มีรถเป็นร้อยๆ คัน ยิ่งหากเป็นรถยนต์ในเชิงพาณิชย์ ก็ยิ่งจะเห็นความแตกต่าง เพราะการสามารถวิ่งได้ระยะทางเพิ่มขึ้นคือการประหยัดเงินก้อนโต รถยนต์ที่ตัวถังหนักๆ เกียร์อัตโนมัติ และใช้งานในสภาวะการจราจรที่ต้องเบรกต้องออกตัวบ่อย จะสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ารถเกียร์ธรรมดา เพราะการปรับเปลี่ยนเกียร์ของรถเกียร์ธรรมดาถูกกำหนดโดยคนขับ ส่วนเกียร์อัตโนมัตินั้น ถูกกำหนดโดยการทำงานของเกียร์ ไม่ว่าจะนำรถไปติดตั้งพลังงานทดแทนชนิดใด แต่อัตราความสิ้นเปลืองเทียบจำนวนลิตรต่อระยะทางก็คงไม่ต่างกันนัก
สำหรับรถที่เหมาะสำหรับยุคราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ รถที่น่าสนใจคงจะเป็นรถเล็ก น้ำหนักเบา มีเทคโนโลยี อะไหล่หาง่าย มีศูนย์บริการและช่างบริการเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการประหยัดน้ำมันได้นั้น คือพฤติกรรมการขับขี่ ใช้ความเร็วตามกำหนด ไม่เร่งรอบเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็นครับ
|