"ฉลากประหยัดน้ำมัน"
อีกความหวังลดใช้พลังงาน
แนวคิดเรื่องการติดฉลากประหยัดน้ำมันในบ้านเรา มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทำได้ยากในยุคที่การแข่งขันด้านการตลาดของค่ายรถมุ่งไปที่การโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการประหยัดน้ำมัน กิจกรรมการตลาดที่สร้างขึ้นก็มุ่งไปในแนวทางนี้ เช่น การแข่งประหยัดน้ำมัน หรือการแข่งขันน้ำมัน 1 ถังไปได้ไกลเท่าไร เพื่อนำผลมาใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์
แต่ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กำลังทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงเป็นจังในตลาดเมืองไทย หลังจากที่ได้ออกฉลากประหยัดน้ำมันให้กับรถยนต์บางรุ่นของค่ายรถบางรายไปแล้ว
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล รองผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึงวันละประมาณ 8 แสนบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 5 แสนล้านบาท/ปี โดยภาคขนส่งมีการใช้น้ำมันสูงสุด เฉพาะการขนส่งทางบกมีการใช้น้ำมันสูงถึง 80% ของการขนส่งทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้มีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลประมาณ 10 ล้านคัน และมีอัตราการเพิ่มของรถใหม่ไม่ต่ำกว่า 2,000 คัน/วัน
ที่ผ่านมา ภาครัฐได้พยายามรณรงค์ลดใช้พลังงาน และให้ความรู้เรื่องการขับขี่รถยนต์ประหยัดน้ำมันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การตรวจเช็คเครื่องยนต์เป็นประจำ ขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด และการวางแผนก่อนการเดินทาง เป็นต้น ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง มีประชาชนให้ความร่วมมือในการประหยัดน้ำมันตามคำแนะนำจนติดเป็นนิสัย นอกจากนี้ เพื่อผลักดันให้การลดการใช้น้ำมันเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักและเลือกซื้อพาหนะที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค โดยภาครัฐตั้งเป้าหมายไว้ว่า หากประชาชนเลือกซื้อรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีอย่างน้อย 10,000 คัน/ปี จะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ปีละ 5 ล้านลิตร คิดเป็นเงินปีละ 125 ล้านบาท
สนพ.จึงร่วมกับสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำฉลากแสดงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หรือฉลากรถประหยัดน้ำมัน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตและนำเข้ารถยนต์ ตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบถึงอัตราการบริโภคน้ำมันของรถยนต์ และเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ โดยฉลากรถรุ่นแรกที่ทำการเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 เป็นฉลากสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เครื่องยนต์เบนซิน ขนาดไม่เกิน 1,600 ซีซี ซึ่งมีบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำรถยนต์ฮอนด้า 4 รุ่นคือ ซิตี้ ซีเอ็กซ์ iDSI ซิตี้ ซีเอ็กซ์ VTEC แจ๊ซ iDSI และแจ๊ซ VTEC นำร่องติดฉลากเป็นแบรนด์แรก
ปัจจุบัน ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับฉลากรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนเลือกซื้อรถที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ จะเริ่มทยอยติดฉลากแสดงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วยเช่นกัน" นายวีระพลกล่าว
นอกจากนี้ สนพ.ยังได้เตรียมขยายขอบเขตการติดฉลากแสดงอัตราการใช้เชื้อเพลิงไปยังรถยนต์นั่งขนาดใหญ่หรือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเครื่องยนต์เบนซิน ขนาดตั้งแต่ 1,600 ซีซีขึ้นไป รถยนต์กระบะ 1 ตันหรือปิกอัพ และรถจักรยานยนต์เป็นอันดับต่อไป เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ต้องการซื้อรถใหม่ และเพื่อให้มาตรการประหยัดพลังงานในภาคขนส่งประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมของอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถแต่ละรุ่น
ฉลากแสดงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของ สนพ. เป็นฉลากที่แสดงตัวเลขอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง (Fuel Consumption : FC) ในหน่วย กิโลเมตร/ลิตร (Km/l) เช่น ฉลากแสดงตัวเลข 16.2 กม./ลิตร หมายถึง หากเติมน้ำมัน 1 ลิตร รถจะวิ่งได้ระยะทาง 16.2 กิโลเมตร ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้จากการทดสอบมลพิษ (Emission Test) ในห้องทดสอบตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยอ้างอิงมาตรฐาน มอก. 2160-2546 ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐาน EURO 3 ที่ใช้ในยุโรป ในสภาวะการใช้งานแบบผสมผสาน (Combined Mode) ที่มีทั้งการขับขี่ในเมืองและขับขี่ทางไกล เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานรถยนต์โดยทั่วไป โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้จากโชว์รูมรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการกับทาง สนพ.ได้
รูปแบบการทดสอบของทาง สนพ.นั้น เป็นการทดสอบมาตรฐานการประหยัดพลังงานแบบให้เกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตน้อยที่สุด เพราะว่าปัจจุบันรถยนต์ที่ผลิตออกมาแต่ละรุ่นต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานไอเสียจาก สมอ.ซึ่งจะทดสอบด้วยการวิ่งจริงอยู่แล้ว จึงสามารถทดสอบประหยัดพลังงานไปพร้อมกันด้วย หากแยกทดสอบจะทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตเพิ่มขึ้น
|