|
บีเอ็มดับเบิลยู ไฮโดรเจน
ช่วงนี้กระแสของพลังงานทางเลือกกำลังตื่นตัวไปทั่วโลก และหนึ่งในนั้นก็คือ ไฮโดรเจนที่ว่ากันว่าเป็นพลังงานที่หาได้ไม่จำกัด
จะเอามาจากลม จากน้ำ จากแสงแดดก็ได้ทั้งหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ได้มาแล้วจะเอามาจัดการอย่างไรจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่า
ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายๆค่าย เริ่มพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งมีแนวทางหลักๆคือ ใช้เป็นเซลล์พลังงาน (fuel cell ) ที่จะต้องแปลงสภาพเป็นพลังงานไฟฟ้าเสียก่อนเพื่อขับมอเตอร์ และการใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง ด้วยการยิงเข้าห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์สันดาปภายในเหมือนกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป ซึ่งอย่างหลังนี้ค่ายบีเอ็มดับเบิลยูดำเนินการมานานแล้ว และล่าสุดก็ได้เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู ไฮโดรเจน 7 ใหม่ที่ลอสแองเจลีส สหรัฐ อเมริกา
ไฮโดรเจนเหลวมีสูตรทางเคมีคล้ายๆกับน้ำคือ H2 การได้มาก็คือ เอาโมเลกุลของน้ำมาแยกออกซิเจนออกไป และทำให้สภาพของโมเลกุลที่มีไฮโดรเจน 2 อะตอมอยู่ในสภาพเสถียร โดยสภาพเสถียรจะต้องอยู่ในรูปของเหลว เท่านั้น ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็คือตั้งมีอุณหภูมิต่ำกว่า - 240 องศาเซลเซียส
ส่วนการเลือกใช้ไฮโดรเจนกับเครื่องยนต์ปกตินั้นเพราะบีเอ็มดับเบิลยูมองว่า รถพลังงานไฮโดรเจนเป็นรถที่มีวิธีการขับขี่เหมือนกับรถยนต์ในปัจจุบัน
สำหรับพลังงานไฮโดรเจนนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ว่าเคยมีการนำมาใช้กันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งใช้กันในเรือเหาะ แต่ปัญหาคือในช่วงเวลานั้นวิธีการจัดเก็บยังไม่ดีพอ ซึ่งหากรั่วออกมาแล้วจะติดไฟง่าย และระเบิดได้ง่ายมากเช่นกัน เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเรือเหาะ ฮินเดนบวร์ก ของเยอรมนี อุบัติเหตุที่รุนแรงครั้งนั้น ทำให้คนหวั่นกลัวและเลิกใช้พลังงานไฮโดรเจนเหลวกันไปหลายสิบปี
มาจนกระทั่งปี 2521 บีเอ็มดับเบิลยู ได้เริ่มต้นนำเอาแนวคิดนี้เข้ามาพัฒนาเป็นพลังงานทางเลือกของรถยนต์ โดยเชื่อว่าหากสามารถจัดการเก็บไฮโดรเจนเหลวได้อย่างปลอดภัยแล้ว ก็จะทำให้ข้อเสียของก๊าซมากประโยชน์นี้หายไป
สิ่งที่บีเอ็มดับเบิลยูดำเนินการตลอดช่วงเวลานั้นก็คือ การหันไปทุ่มเทกับการพัฒนาถังเก็บที่จะต้องมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และก็ต้องมีการทดสอบกันอย่างเข้มงวดและเข้มข้น และที่สำคัญก็คือจะต้องสามารถรักษาความเย็นเอาไว้ได้ โดยใช้ระบบที่เรียกว่า super insulation ทำให้รถไม่จำเป็นจะต้องมีเครื่องทำความเย็นแต่อย่างใด
หลังจากนั้นบีเอ็มดับเบิลยูได้นำเทคโนโลยีดังกล่าว ติดตั้งให้กับซีรีส์ 7 รหัส อี 38 จำนวน 25 คัน และนำไปวิ่งใช้งานในเมืองสำคัญๆเช่น โตเกียว ดูไบ ลอสแองเจลีส ลอนดอน และมิลาน เพื่อเป็นการประกาศว่าบีเอ็มดับเบิลยูประสบความสำเร็จในการพัฒนาแล้ว
แต่ก็คำถามว่า ถ้าทำสำเร็จแล้ว ทำไมบีเอ็มดับเบิลยูจึงไม่ผลิตรถรุ่นนี้ออกมาในรูปแบบเพื่อการค้าอย่างเต็มตัว คำตอบก็คือ โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม นั่นก็คือ สถานีบริการไฮโดรเจนเหลว ที่ปัจจุบันมีอยู่เพียงแค่ 3 แห่ง และต้องบอกว่าเป็น 3 แห่งในโลก นั่นคือที่ สนามบินมิวนิค เยอรมนี บ้านเกิดของบีเอ็มดับเบิลยู มิลาน อิตาลี และในเมืองเบอร์ลิน เยอรมนี ดังนั้นหากใครที่ซื้อรถที่ใช้ไฮโดรเจนไป ก็จะต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงอยู่เหมือนเดิม ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ไม่สามารรถทำธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบได้
แต่แม้ว่ายังทำตลาดไม่ได้ บีเอ็มดับเบิลยูก็ยังเดินหน้าพัฒนารถรุ่นใหม่ต่อไป ซึ่งล่าสุดก็คือ การผลิตรถซีรี 7 ไฮโดรเจนเหลว 100 คัน บนตัวถังรุ่นใหม่ คือ อี 65 ซึ่งก็คือรุ่นปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนจากทั่วโลกได้ไปลองขับ เพื่อให้เห็นและเปรียบเทียบสมรรถนะของไฮโดรเจนกับน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเร่ง หรือว่าความเร็วสูงสุด
ไฮโดรเจน 7 ใช้เชื้อเพลิงได้ทั้ง เบนซิน และไฮโดรเจน โดยมีสวิทช์เลือกอยู่ที่พวงมาลัย โดยถังน้ำมันมีความจุด 19.5 แกลลอน ส่วนถังไฮโดรเจนเหลวมีความจุ 17.6 ปอนด์
ส่วนเครื่องยนต์คือ 6.0 ลิตร วี 12 ให้กำลังสูงสุด 260 แรงม้า ขณะที่น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นจากปกติ 200 กก.
ทั้งนี้บีเอ็มดับเบิลยู มีแผนที่จะนำรถที่ผลิตทั้งหมด 100 คันนี้ จำหน่าย หรือมอบให้กับบุคคลที่น่าจะเป็นตัวแทนที่ดีสำหรับพลังงานสะอาด เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดความสนใจของสาธารณชนกับพลังงานใหม่
และแม้ว่าจนถึงวันนี้เมื่อผ่านมาแล้ว 28 ปี กับการพัฒนาไฮโดรเจน จะยังไม่สามารถทำตลาดเชิงพาณิชย์ได้ แต่บีเอ็มดับเบิลยูก็เชื่อว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของสถานที่จำหน่ายไฮโดรเจนเหลวจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบริษัทพลังงานหลายแห่งก็ให้ความสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโททาลของฝรั่งเศสา ลินเดอ เยอรมนี หรือว่า เชลล์ ทำให้คาดว่าปี 2563 จะได้ใช้
รอมาแล้ว 28 ปี กับอีกแค่ 14 ปี ทำไมจะรอไม่ได้
|